Tuesday, August 25, 2009

วีธีกรอกใบคำร้องสำหรับ MVV

ก่อนอื่นเลยก็ Download ใบคำร้องขอวีซ่ามาก่อน

*เนื่องจากใบคำร้องใบล่าสุดหน้าตาไม่เหมือนกับที่เราเคยใช้ (2009) เราเลยไม่สามารถบอกได้อีกต่อไปว่าต้องกรอกยังไงบ้าง ถ้าใครไม่แน่ใจหรืออันไหนไม่เหมือนเราก็รอไปถามพี่ที่สถาณฑูตหรือ Google ดูละกัน

ยื่นเอกสารขอวีซ่า MVV

เมื่อวานไปยื่นเอกสารขอวีซ่า MVV มา

สถาณฑูตอยู่บนถนนวิทยุ ใกล้ๆกับสถาณฑูตอเมริกา ถ้ามาจากพระราม4จะอยู่ซ้ายมือ แต่เค้าไม่ให้เข้าด้านหน้า เค้าให้ไปเข้าด้านหลังตรงซอยต้นสนแทน นี่แผนที่นะ

เรานัดตอน10โมง45 ไปถึง ประมาณ10โมง

พอเข้าไป หน้าประตูทางเข้าตึกจะมี operator อยู่ ให้่ติดต่อยื่นเอกสารให้เค้าตรวจเช็ค+รับบัตรคิวกับเค้าก่อน เค้าก็จะตรวจดูให้ว่าเอกสารครบมั๊ย มีตรงไหนไม่ได้กรอกหรือกรอกเอกสารตรงไหนผิด เค้าก็จะบอกให้เรามาแก้ให้ถูกต้อง(สำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าอะไรกรอกยังไงอาจจะไปถามเอาที่นั่นก็ได้)

ถ้าเราไปยื่นรับMVV เค้าจะให้ใบมาอีก1ใบเพื่อให้เราติ๊กเลือกว่าต้องการวีซ่าแบบธรรมดา หรือแบบ D+C ถ้าเป็นแบบธรรมดา จะเป็นแบบที่ใช้สำหรับคนที่ไม่คิดเดินทางไปประเทศอื่นภายใน90วันหลังจากไปถึง แต่แบบ D+C คือสำหรับคนที่อาจจะต้องเดินทางไปประเทศอื่นด้วย (แนะนำให้ขอแบบ D+C เผื่อไว้ไปเลยเพราะไม่เสียเงินเพิ่ม และใช้เวลาขอเท่ากัน)

แล้วเค้าก็จะกดบัตรคิวให้เราเข้าไปรอข้างในได้เลย ทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลานัด (บางคนอาจจะต้องจ่ายค่าขอวีซ่า แ่ต่ของเราทางยูจ่ายให้ก่อน แล้วค่อยไปจ่ายคืนตอนไปถึง)

สรุปคือไปก่อนก็ได้เข้าไปยื่นเอกสารเลย ถ้าวันนั้นคนไม่เยอะ แต่วันที่เราไปถ้าดูจากตารางนัดหมายในinternetก็คิวเต็มทั้งวันนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม (ตอนเราไป มีคนนัดไว้11โมงก้อได้เข้าเลยเหมือนกัน แต่เค้ายื่นคนละประเภทกับเรา)

พอเข้าไปรอ แป๊ปเดียวก็ถึงคิว เข้าไปยื่นเอกสาร เอกสารที่ใช้ก็ดูในเว็ปสถาณฑูตได้เลย ตามนั้น
ยื่นเอกสารเสร็จเราก็บอกบอกเค้าไปว่าขอเร็วกว่าปรกติได้ไหม เพราะจะต้องบินก่อน3วัน เค้าก็บอกว่าจะดูให้ (ใครรีบก็ลองขอเค้าดูได้ อาจจะได้ก่อน3วัน) เสร็จแล้วเค้าจะให้ใบรับวีซ่ามา ให้เอาใบนี้มาในวันที่เค้านัด(เค้าจะโทรมาบอกอีกทีว่าไปรับได้วันไหน)

วันที่มารับวีซ่า ให้เอาเอกสารพวกนี้มาด้วย
1.ใบเกิดที่แปลแล้ว+มีตรากงสุล<< อันนี้ต้องเอามาให้เค้าประทับตราสถาณฑูตด้วย ค่าปั๊มตรา 2500 บาท -*- ใช้เวลาประมาณ2วัน แล้วค่อยมารับอีกที
2.ใบ certificate จากบริษัทประกันที่เราทำเวลาจะไปอยู่ที่นั่น (ถ้าใครยังไม่ได้ทำก็ต้องทำ เพราะที่นั่นมีกฎหมายบังคับว่าทุกคนในประเ่ทศเค้าต้องมีประกัน วงเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 ยูโร)
*แนะนำว่าเอกสาร 2 ใบนี้ ถ้าเป็นไปได้ควรเอาไปในวันยื่นขอรับวีซ่าเลย เพราะ ถ้าเราเตรียมไป ก็จะได้ให้ใบประกัน+ยื่นเรื่องปั๊มตราได้เลยเหมือนกัน จะได้สะดวก+รวดเร็ว พอวันมารับก็เอาแค่ใบรับวีซ่ามาใบเดียวพอ แล้วก็มารับใบเกิดประทับตราไปพร้อมๆกันเลย

อีกอย่าง วันไปเตรียมเงินสดไปให้พอกับที่ต้องใช้ด้วย เพราะเครื่อง ATM ที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่อาคารสินธร เดินไปประมาณ 4-500 เมตร ไกลเหมือนกัน เสียเวลาด้วย(เราไม่ได้เตรียมเงินไป เลยต้องเดินไปกด) -*-

คราวหน้าเดี๋วจะบอกวิธีกรอกใบคำร้องขอวีซ่า

Thursday, August 20, 2009

การรอผลจาก IND และการทำนัดหมายขอวีซ่า

ตั้งแต่โอนเงินไปเราก็รอคำตอบจาก IND ไปเรื่อยๆ
แล้วพอต้องจองตั๋ว และต้องใช้วีซ่าแล้วก็เริ่มลน
จนเราทนไม่ไหว เมลไปถามที่ U แต่เค้าก็ไม่ตอบมาซักที
สุด ท้ายก็โทรไปเช็คกับทางสถาณฑูตที่นี่ ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า "คำขอได้รับอนุมัติแล้วนะคะ ทำการนัดหมายแล้วมายื่นเรื่องขอวีซ่าได้เลยค่ะ"
ดีใจมาก มากกกกกกกกกกกกกกกก!!
ได้รับอนุมัติ วันที่ 17 สิงหา 2009 (สองวันก่อนนี่เอง -*-)

ทีนี้พอได้ permission มาแล้ว เราก็ต้องทำการนัดหมายกับทางสถานฑูตเพื่อไปยื่นเรื่องขอวีซ่า



โดยที่เราจะต้อง ทำการนัดหมายOnline จากเว็ปไซด์ของสถานฑูต เท่านั้น
แต่ก่อนที่จะนัดหมายได้ เราจะต้องไปจ่ายเงินค่าให้บริการนัดหมายให้คนกลาง (บริษัท VFS) ก่อน 275 บาท (ไม่ใช่ค่าทำวีซ่านะ เป็นแค่ค่านัดทำวีซ่า  เยอะเนอะ -*-)


ไปดูรายละเอียดกันได้ที่ หน้านี้ เลยจ้า
หลังจากจ่ายเงิน + ทำตามขั้นตอนที่เค้าบอกเรียบร้อยแล้ว เราถึงเข้าไปจองวันขอวีซ่าได้(ในเวปของ VFS จะมี link ให้)

พอกดเข้าไปดู Calendar มันก็จะมีให้เลือกเดือน แล้วก็เลือกวัน เวลานัดหมาย เราก็ต้องเลือวันและเวลาที่ว่างอยู่ (ช่องที่ไม่ใช่สีแดง) แล้วก็กดจองไป แล้วเค้าก็จะส่งเมล confirm มาให้เรา
ถ้าเกิดเปลี่ยนใจ อยากเปลี่ยนวันเวลานัดก็ได้ ก็ต้องเมลไป cancel ก่อน ถึงจะนัดวัน เวลาใหม่ได้(มีวิธีอยู่ในเวปแล้ว)

พอถึงเวลาก็ไปตามนัดเรย
*อย่าลืมเตรียมเอกสารตามที่เค้าบอก+กรอกใบคำร้องขอวีซ่าไปด้วยนะ (ใบคำร้องขอวีซ่าโหลดได้จากนี่เลย)



เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. การรอผลจาก IND จะใช้เวลาประมาณ1-3อาทิตย์ แล้วแต่ที่ หรือตามที่ U ประมาณไว้ แต่ถ้าเราคิดว่ามันควรจะถึงแล้ว เราสามารถโทรเช็คกับทางสถานฑูตเนเธอแลนด์ได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ U บอกอย่างเดียว เพราะบางทีมันอาจจะมาถึงนานแล้วก็ได้เพียงแต่เรายังไม่รู้

นี่เว็ป IND เอาไปดูเล่น แต่อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเรามากเพราะยังไงเราก็ต้องติดต่อผ่าน U อยู่ดี แต่โทรไปถามคำถามเค้าได้(เสียเงินด้วย เราโทไปถามเรื่องนามสกุลนี่แหละ -*-) จะเมลไปก็ได้ แต่เค้าอาจจะใช้เวลานานเปนอาทิตย์หรือหลายอาทิตย์ กว่าจะตอบ

นี่เป็นเบอร์สถาณฑูตเนเธอแลนด์เป็นเบอร์ที่รับเรื่องวีซ่าโดยเฉพาะ
02-309-5240 โทรได้ตั้งแต่ตอนบ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น เปิดทำการทุกวันจันทร์ถึงพฤหัส

คราวหน้าจะมาบอกรายระเอียดวันไปยื่นเอกสารขอรับวีซ่าอีกที

นี่ link จ้า

Wednesday, August 19, 2009

จองตั๋วเครื่องบิน

พอได้รับวีซ่าแล้วก็มาจองตั๋วเครื่องบินกัน

ปกติแล้ว เราควรจะได้วีซ่าก่อน คือมีตรา MVV ประทับอยู่ในpassportเราเรียบร้อยแล้วถึงจะไปจองตั๋วเครื่องบินกัน แต่เนื่องจากเวลาเรากระทันหันมาก จะไม่ทันแล้ว เราก็เลยตัดสินใจเสี่ยงจองตั๋วเครื่องบินไปก่อน คือถ้าวีซ่าไม่อนุมัติก็คือ อดไป และเสียเงินค่าตั๋วฟรีๆ

*EDIT เราไม่แน่ใจว่าการยื่นขอวีซ่าไปเรียนจะเหมือนไปเที่ยวป่าว เพราะเดือนก่อนเราขอวีซ่าไปเที่ยว เค้าต้องใช้เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินเป็นหลักฐานขอวีซ่า ส่วนการจองก็จองได้เลย ไม่ต้องใช้วีซ่า ถ้าขอวีซ่าไม่ผ่านก็อาจจะเอาหลักฐานการ reject visa มาขอคืนเงินหรือยกเลิกตั๋วเครื่องบินได้
ตอนนี้กำลังสงสัยว่าขั้นตอนมันต่างกันเพราะเค้าเปลี่ยนนโยบายหรือเพราะมันเป็นวีซ่าคนละแบบ (แนะนำให้เชคดูอีกทีเหมือนกัน)

เราโทรไปเช็คกับบริษัทรับจองตั๋ว วันที่ 14 สิงหาคม 2009 เค้าบอกว่า ตั๋วบินตรง economy เต็มหมดทุกสายการบินแล้ว เต็มไปจนถึงวันที่ 1 กันยายน เลย ตอนนี้ เหลือแต่ตั๋วที่ต้องไปพักที่อื่นก่อนแล้วค่อยไปลงที่ Amsterdam Airport แล้วก็เหลือเฉพาะสายการบิน คาเธ่แปซิฟิก สายการบินเดียว แุถมวันที่เราจะไป(วันที่ 27)ยังเหลือตั๋วแ่ค่ใบเดียวด้วย(ท่าทางเค้าคงไม่ได้มั่ว เพราะเราเช็คไปหลายบริษัทแล้ว บอกตรงกันว่าเหลือแค่นี้เหมือนกัน) นอกจากนี้ ราคาก็ยังสูงมาก (ตั๋วเที่ยวเดียว ไม่ได้บินตรง ราคา 35,000 บาท) นี่ขนาดเราไม่ได้ไปประเทศ popular เหมือนอังกฤษนะเนี่ย แล้วคนไปเรียนต่ออังกฤษช่วงนี้ไม่ต้องรอจองตั๋วชาติหน้าหรือนี่?
เราลองโทรไปหา EDC Plus ที่เค้าขายตั๋วราคานักเรียน เค้าก็บอกว่า ตั๋วที่เราอยากได้ราคานักเรียน 27,000 บาท เราก็โอเค จองเลย (ที่ใส่ link EDC Plus ให้เพราะประทับใจพี่เค้า เราโทรไปมีปัญหามากมายร้อยแปด เค้าก็ยังใจดี คุยดีกะเรา แต่เรื่องราคาไม่รู้เหมือนกันนะว่าถูกหรือแพง เพราะตอนนี้แค่มีตั๋วไปเรียนก็ดีใจจะแย่แล้ว)

พี่เค้าบอกให้ scan หน้าวีซ่า ส่งไปให้เค้าเป็นหลักฐานบอกว่าเป็นนักเรียนจริงๆ

เราก็เริ่มเครียด เพราะตอนนั้น(และ ณ ขณะที่เรากำลังพิมพ์อยู่นี้) เรายังไม่ได้ permission มาเลย นับประสาอะไรกับตัววีซ่าบน passport จะไปหาที่ไหนให้?
เราก็เลยบอกพี่เค้าไปตามจริง ว่ากำลังขอวีซ่าอยู่ คาดว่าจะได้ประมาณอาทิตย์นี้-อาทิตย์หน้า เค้าก็บอกว่า ถ้าจะซื้อตั๋วไปวันที่ 27 ต้องออกตั๋วก่อน1อาทิตย์ คือต้องออกตั๋ววันที่ 20 แล้วก็ต้องใช้วีซ่าด้วย
เราก็บอกเค้าว่าอาจจะไม่ทัน ใช้หลักฐานอย่างอื่นไปก่อนได้ไหม พี่เค้าก็บอกว่า ความจริงก็พอได้(ขอบคุณพระเจ้า!) ให้เราส่งหนังสือรับรองของทางโรงเรียนมาก่อน ได้วีซ่าวันไหนค่อยส่งมา แต่บอกไว้ก่อนว่าต้องแน่ใจว่าเป็นวีซ่านักเรียน ไม่งั้นถ้าไม่ใช้ เงินที่จ่ายค่าตั๋วก็จะไม่ได้คืนเลย แล้วก็จะไม่ได้ตั๋วด้วย คืออดไป แถมไม่ได้เงินคืนด้วย
เราก็เลยบอกเค้าว่าโอเค เข้าใจ เราจะจ่ายเิงินก่อนวันที่ 20 (ไม่งั้นทางระบบของสายการบินเค้าจะยกเลิกการจองเราอัตโนมัติ)
ทีนี้ ก็ต้องโทรไปถามกับทางสถานฑูตว่า ไอวีซ่า MVV เนี่ย มันมีระบุรึเปล่าว่าเปนวีซ่าเพื่อการเรียน เค้าก็บอกว่า มันไม่มีระบุอะไรแบบนั้น เพราะมันไม่ใช่วีซ่านักเรียนโดยตรง มันเป็นใบอนุญาติเข้าประเทศ(หรืออะไรซักอย่าง)เท่านั้น
เราก้อเลยโทรไปบอก EDC ว่าในpassportจะมีแต่วีซ่า MVV ไม่มีเขียนไว้นะว่าเป็น student แต่เราเป็น student จริงๆ พี่เค้าก็บอกว่า โอเค น้องมั่นใจใช่ไหมว่าเป็น student เราก็บอกว่า "100%พี่" เค้าก็บอกว่า ได้ ขอให้มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นนักเรียนจริงๆก็โอเค

สุดท้ายก็เลยจ่ายเงินค่าตั๋วไปเรียบร้อย ทางEDCส่งตั๋วมาให้ทางe-mailแล้ว ที่เหลือก็คือรอคำตอบจาก IND แล้วก็นัดวันไปขอรับสติ๊กเกอร์ MVV ที่สถานฑูต

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. การทำวีซ่าควรจะทำตั้งแต่เนิ่นๆ *สำคัญมากๆ มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง* เพราะถ้ามีปัญหาหรือล่าช้าจะทำให้ทุกๆอย่างรวนไปหมด (ในที่นี้คือเรื่องของการจองตั๋ว ที่จองช้าจนเกือบจะไม่มีเที่ยวบินไปเรียน) ตอนแรกเรานึกว่าจองก่อนตั้งสองอาทิตย์ ทันแน่ๆ แต่เราคงคิดสั้นไปหน่อย ความจริงคือมันไม่ทันสุดๆ 555
2. จองตั๋วนักเรียน จะได้ราคาถูกกว่ามาก ถ้าจองเร็ว ก็จะได้ถูกลงอีก แถมได้เลือกวันเวลาบินแบบ ชิลๆ (อันนี้ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้ว แต่เราเพิ่งมารู้สึกจริงๆก้อตอนนี้แหละ)

เรื่องตั๋วเครื่องบินก็คงมีแค่นี้แหละ เดี๋ยวคราวหน้าจะไปทำเรื่องขอรับวีซ่า ถ้าสำเร็จไม่สำเร็จยังไงจะเอามาลงอีกที(ขอให้สำเร็จเถิด สาธุ!)

Bank Statement

ต่อมาก็เรื่อง Bank Statement
ตอนแรกเลย เราก็ไปทำ Bank statement (เราใช้ของพ่อ) คือขอกับทาง bank ใช้เวลาประมาณ2-3วัน (ไม่เกิน) ก็ได้มาอย่างง่ายดาย ได้มาเสร็จก็ส่งไปให้ U เลย
ซักพัก U ก็ตอบกลับมาว่า ใช้ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ Daily Statement ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะเริ่มด่าเราในใจว่า ทำไมไม่ scan ไปให้เค้าดูก่อน(วะ?) จะไ้ด้ไม่เสียเงินค่าส่ง EMS
จะบอกว่าเราScanไปแล้ว แล้วเค้าก็ตอบกลับมาว่า "คิดว่าน่าจะใช้ได้" เราก็เลยส่งตัวจริงไปเลย แต่เค้ามาบอกเราอีกทีว่า IND บอกว่าใช้ไม่ได้
ก็เลยเสียเงินฟรีไป -*-
เราก็เลยต้องไปขอ statement ใหม่เป็น daily statement ตามที่เค้าขอ(ความจริงมันก็ความผิดเราเองแหละ ที่ไม่อ่านที่ทางUเค้าระบุมาให้เข้าใจชัดเจนว่าต้องเป็นdaily statement)

พอส่ง statement ไปให้เค้าอีกที เค้าก็บอกว่า "น่าจะใช้ได้แล้วนะ" เราก็รู้สึกว่าโอเค...เสร็จไปอีกเรื่อง
เราก็นั่งเล่นนอนเล่นรอไปเรื่อยๆ

ต่อมาอีกประมาน2-3อาทิด เค้าก็เมลมาบอกว่า "นามสกุลของคุณพ่อของคุณใน passport สะกดผิด" เรา ก็มาดูอีกทีก็เห็นว่า นามสกุลเรากะพ่อเราสะกดไม่เหมือนกัน ซึ่งมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เราเกิดแล้ว
เราก็พยายามอธิบายกับเค้าสารพัดว่า มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไม่มีใครถูกใครผิด เพราะoriginal มันเป็นภาษาไทย ไม่มีหลักการสะกดภาษาอังกฤษตายตัว เค้าก็ไม่รับ บอกว่าไม่ได้
เราก้อเลยลองพยายามอีกที บอกเค้าว่า ถ้างั้นก็ถือซะว่าคนๆนี้ ชื่อนี้นามสกุลนี้ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เรา เหมือนมองว่าเป็นคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเปนคนออกเงินให้ก็ได้ เพราะเค้าก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นพ่อแม่ที่ออกค่าใช้จ่ายให้ จะเป็นใครก็ได้ที่เป็นคนรับรอง เป็นเจ้าของ statement
เค้าก็ไม่ยอม -*-
เริ่มพูดกันไม่เข้าใจ
-เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ได้ ในเมื่อเราไม่ได้ระบุด้วยซ้ำว่าคนๆนี้เป็นพ่อเรา แค่บอกว่าเป็นคนfinanceเิงินให้เราเท่าันั้น แต่เค้าคงเดาได้เอง ว่าน่าจะเป็นพ่อลูกกัน อาจจะดูจากหน้าหรือนามสกุลที่สะกด(เกือบจะ)เหมือนกัน แล้วก็สรุปว่าเป็นพ่อลูกกัน
-เค้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันสะกดไม่เหมือนกัน มันเป็นพ่อลูกกันไม่ใช่เหรอ เอกสารปลอมรึเปล่า? อะไรแบบนี้

ถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาจนประมานกลางเดือน 7 แล้ว มานั่งนับๆดู ถ้าใช้เวลาตั้งแต่INDรับเรื่องจะออกpermission ให้ ประมาณ 3อาทิด + ขอวีซ๋า รวมแล้วก็ประมาณกลางๆถึงปลายเดือน8กว่าจะได้วีซ่า เราเปิดเทอม 31 เดือน 8 แต่ตอนนี้เค้ายังไม่รับเอกสารเราไปเลย เอ่อออ....... มันจะไม่ทันแล้วนี่หว่า!!
ตอนนี้ก็เริ่มล่กมากแล้ว
ไม่รู้จะทำไงดี
ในที่สุด ก็เลยใช้ทางเลือกสุดท้าย คือ option ที่ทาง U ให้เราโอนเงินไปให้เค้า แล้วก็ใช้แค่ passport ของเราอันเดียว (ก่อนหน้านี้ไม่ได้เลือก option นี้ เพราะรู้สึกว่า มันแปลกๆที่จะต้องโอนเงินสดเป็นก้อนมหึมาไปให้คนแปลกหน้า จะปลอดภัยรึเปล่า? เชื่อได้แค่ไหน? ฯลฯ)
กว่าจะตัดสินใจ กว่าจะโอนเงินไปถึงที่นั่นประมาณวันที่ 24 ใช้เวลาโอนเิงินประมาณ3-5วัน (เพิ่งรู้ว่าโอนเงินไปต่างประเทศไม่ได้ไปถึงทันที ไม่เหมือนโอนในประเทศไทย)
แล้วที่เหลือก็รอผลตอบรับจาก IND

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. ถ้าจะไปยื่นเอกสารที่ต่างประเทศ นามสกุลของคนในครอบครัวต้องสะกดให้เหมือนกันทุกตัวอักษร เพราะที่นั่นเค้าบังคับเลย สำคัญมาก ไม่มีการยืดหยุ่นเหมือนเมืองไทย ใครสะักดไม่เหมือนกันก็ไปเปลียนให้่ตรงกันไว้เลย ไม่งั้นจะวุ่นวายมากถึงมากที่สุด

2. อย่าคาดหวังหรือพึ่งพาเจ้าหน้าที่ของทางโรงเรียนมากเกินไป เพราะเค้าอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างก็ได้
เราไม่ได้ว่าเค้านะ คือเราเข้าใจว่าเค้าเป็นแค่คนประสานงานเฉยๆ อาจจะไม่รู้แน่ชัดว่า เอกสารตัวไหนได้ตัวไหนใช้ไม่ได้ เพราะสุดท้ายเค้าก็ต้องเอาไปยื่นให้ IND เป็นคนตัดสินอีกทีเหมือนกัน ทางที่ดี เช็คเอกสารเราเองให้ละเอียด พยายามอ่านเอกสารที่ U ส่งมาให้ดีๆ เช็คด้วยตัวเองว่าเค้ากำหนดเอกสารแบบไหนยังไง แล้วทำตามอย่างเคร่งครัด

คราวหน้ามาต่อกันเรื่องตั๋วเครื่องบิน

แปลใบเกิด+ประทับตรากงสุล (2)

>>ต่อจาก แปลใบเกิด+ประทับตรากงสุล (1)
พอไปถึง กดบัตรคิวเรียบร้อย ก็รอคิวเลย
คิวจะมี3แบบให้กดนะ
1.ติดต่อขอรับรองเอกสารแบบธรรมดา(รู้สึกว่าจะใช้เวลาประมาณ3วันทำการค่อยมารับ) ราคาแผ่นละ 400
2. ขอแบบด่วนพิเศษ(ได้วันนั้นเลย) เอกสารแผ่นละ 800 << เราเลือกแบบนี้ เพราะตอนนั้นคิดว่าไม่ทันแล้ว ปาไป1600 -*-
3. ติดต่อรับเอกสารที่ขอไว้ (เอาบิลที่จ่ายเงินแล้วมารับ) กด บัตรคิวเสร็จแล้วก็อย่าลืมกรอกใบคำร้องด้วย (จะมีแจกให้ตรงที่กดบัตร หรือถามเจ้าหน้าที่แถวนั้นก็ได้) กรอกไม่ยาก สองสามบรรทัดก็เสร็จ 

พอเค้าเรียกตัว แล้วยื่นเอกสารให้เค้าดู เค้าก็บอกว่า "น้องคะ เอกสารน้องมันแปลไม่ถูกต้องนะคะ...
เนี่ย ชื่อตำแหน่งอะไรก็ไม่มี จะมาเขียน mister เฉยๆไม่ได้นะคะ เค้ามีตำแหน่งต้องแปลตำแหน่งให้ตรงด้วย แล้วก็ ตรงนี้ๆๆ....(ฯลฯอีกมากมาย)" เราก็....ช๊อค เพราะเราว่าเราก็จ่ายเงินให้ไอบริษัทนั้นมันแปลไปแล้วนี่หว่า ทำไมมันไม่ถูกต้องวะ แล้วมันจะมีลายซงลายเซ็น+ประทับตราบริษัทมาทำเผือกอะไร? พอพี่เค้าเห็นเราเริ่มซีด เค้าก็บอกว่า "น้องคะ ห้องข้างๆมี computer กับ เครื่องพิมพ์ดีดอยู่ น้องเค้าไปแก้เอกสารได้นะคะ เสร็จแล้วกลับมาหาพี่ใหม่ ไม่ต้องกดบัตรคิวค่ะ :)"

เราก็รีบขอบคุณพี่เค้า แล้วก็เข้าไปหัดใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นครั้งแรกในชีวิต -*- พร้อมกับโทรถามน้องสาวให้มันเปิดหาคำแปล พวก"จ่าสิบตำรวจ" และเจ้าหน้าที่อื่นๆให้เพราะในห้องนั้นไม่มี internet (และในปี 2009 smartphone ยังเป็นของเล่นไฮโซที่คนธรรมดาอย่างเราไม่มีปัญญาซื้อ) กว่าจะแก้เอกสารเสร็จก็มีรอยลบลิขวิดมากมาย แล้วก็ไปยื่นให้พี่เค้าใหม่ แล้วก็รอรับวันนั้นเลย การขอประทับตราก็จบลงด้วยความทุลักทุเลพอสมควร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

1. ถ้าจะแปลเอกสาร ไม่จำเป็นต้องไปจ้างบริษัทแปลให้ เพราะนอกจากจะแพงแล้ว อาจจะมีการแปลมั่วหรือแปลลวกๆเกิดขึ้น ทำให้ต้องเสียตังฟรี+เสียแรงแปลเองอยู่ดี แล้วการแปลก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น เพราะมันจะมีแต่ชื่อ ที่เราแปลเองได้ แล้วก็หาพวกชื่อตำแหน่งต่างๆใน Google หรือ เวป กงสุลก็ได้ พอแปลเสร็จ ก็เซ็นต์ชื่อผู้แปล(ถ้าแปลเองก็เซนต์เอง แต่จริงๆจะให้ใครเซนต์ก็เหมือนกัน แค่มีคนเซนต์เป็นพอ)แล้วก็ print แค่นี้เอง
2. ใช้แบบฟอร์มที่ทางเว็ปกงสุลมีให้ แถมยังมีตัวอย่างให้ดูอีกด้วย(คำร้อง + ตัวอย่างใบแปล) จะช่วยให้เราแปลไ้ดสะดวกขึ้น มาก มาก มากกกก ที่เราต้องทำก็แค่ แปลและใส่ชื่อ ตัวเอง และคนที่เกียวข้อง เช่น พ่อ แม่ ให้ ตรงกับชื่อใน passport (อันนี้สำคัญมากๆ) แล้วก็แปลชื่อคนอื่นให้อ่านออกก็พอ(จะแปลแบบไหนก็ได้ เค้าไม่ซีเรียส ขอแค่ให้อ่านได้ประมานนั้นก็พอ เพราะ เจ้าหน้าที่เค้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆแล้วคนในใบเกิดเรา เค้าสะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษยังไง)
3. เตรียมเอกสารสำรอง(ซัก2ชุด)+อุปกรณ์เครื่องเขียนไปเผื่อเกิดกรณีผิดพลาด จะได้แก้ไขได้ทัน
4. หาหนังสือหรือเกม PSP หรือ DS ไปก็ดี เพราะอาจจะต้องรอคิวยาวเป็นชั่วโมง (ของเราประมานเกือบ ชั่วโมง)
5. เตรียมตัวไปให้ดีที่สุด อ่านข้อมูลใน web ให้ละเอียด จะได้ไม่พลาดง่ายๆ

นี่คือ เว็ปไซด์ ของกรมการกงสุลเรื่องแปลเอกสารนะ

แปลใบเกิด+ประทับตรากงสุล (1)

เริ่มแรก เราก็ไปแปลใบเกิดกันก่อน

เนื่องจากใบเกิดของพวกเรามันเป็นภาษาไทย แน่นอนว่าที่นั่นไม่น่าจะอ่านออก เราก็เลยต้องไปแปลเอกสารก่อน
แถมเค้ายังระบุมาด้วยว่า ต้องเป็น Official translation ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า อะไรจะ่ทำให้ใบแปลใบเกิดของฉันมันเป็น official
ตอนนั้นเราก็เลยไป Google หาพวกบริษัทรับแปลเอกสารราชการ ปรากฎว่าเจอหลายที่ ก้อเลยเลือกมาซักบริษัทนึง ที่เค้าเขียนว่า "รับแปลเอกสารราชการพร้อมรับรองเอกสาร"
อ่านดูแ้ล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะ official พอสมควรเพราะมีการรับรองให้ด้วย ก็เลยลองโทรไป
เค้าก็บอกว่าให้ scan ใบเกิดไป แล้วเค้าจะแปลส่งให้ เด่วอีกวันสองวันจะให้ messenger ไปส่ง รวมแล้วราคาประมาณ 700บาท (พอดีของเรามีการเปลี่ยนชื่อด้วย เลยต้องเอาใบเปลี่ยนชื่อไปแปลด้วย ค่าแปล2ใบ ใบละ 350)

หลังจากเค้าเอามาส่งและจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็สังเกตุเห็นตรงมุมว่ามันมีตราของบริษัทที่แปล พร้อมลายเซ็นคนแปล ก็คิดว่าน่าจะใช้ได้ เลยส่งไปให้ U เลย

หารู้ไม่ว่า ไอที่แปลไปมันใช้ไม่ได้ เพราะ มารู้ทีหลังว่า Official translation มันคือการแปลเอกสารแล้วไปให้สถานกงสุลประทับตรารับรองเท่านั้น ถ้าไม่ได้ประทับตราถือว่า"มั่ว" ใช้ไม่ได้ ไม่ official
ทราบเรื่องดังนี้ เราก็เลยต้องเอาเอกสารไปประทับตราเองที่กงสุล ประมาณว่าลองเข้าไปหาข้อมูลในเว็ปก่อน(ใส่website ไว้ด้านล่าง) แล้วก็ไปเจอตัวอย่างการแปลเอกสาร เลยเอามาเปิดดู ปรากฎว่าเค้ามี form มาให้เรียบร้อย แค่กรอกคำแปลเข้าไปแล้วก็ printเอาไปยื่นได้เลย
เราเลยเอาเอกสารที่ไปจ้างเค้าแปลมาเทียบแล้วก็พิมพ์ลงไปในช่องว่าง เสร็จแล้วก็ print เตรียมเอกสารอันอื่น(ดูในเวปได้เลยนะว่ามีไรมั่ง แต่ถ้าไม่มีไรเปลี่ยนแปลงก็จะมี 1. สูจิบัตรตัวจริง 2. สำเนาสูจิบัตร 3. สำเนาบัตรประชาชน 4.เอกสารที่แปลแล้ว) แล้วก็บึ่งไป กรมการกงสุล ทันที

(มีต่อภาค2)

ขั้นตอนการขอวีซ่า MVV โดยรวม

หลังจากจัดการส่งใบสมัครเรียนเสร็จตั้งแต่ปี2008 ได้รับผลตอบรับจากยู พร้อมใบตอบรับเข้าเรียน(ที่มันจะมีลายเซนต์จริงส่งมาทางไปรษณีย์)ตั้งแต่เดือนมกรา 2009 เราก็เมลไปถามกับทางเจ้าหน้าที่ของยูว่า แล้วทำยังไงต่อไป? จ่ายเงินเมื่อไหร่? ต้องเตรียมเอกสารอะไรมั่ง?

ทางยูตอบกลับมาว่า ให้่รอไปก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาดำเนินการต่อ จะเริ่มทำเรื่องต่างๆนาๆได้ประมาณเดืิอน5-6
เราก็รอไป จนประมาณปลายเดือน5 ทางยูเมลมาบอกว่าไปยื่นเรื่องขอวีซ่าได้แล้ว พร้อมแนบเอกสารมาในเมล

สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เตรียมเอกสารขอวีซ่า
วีซ่าที่เราต้องทำคือ วีซ่าประเภท MVV เป็นวีซ่าระยะยาว รายระเอียดเดี๋ยวไว้หามาpostอีกที เพราะเราก็ งงๆอยู่เหมือนกัน

ต้องบอกไว้ก่อนว่า การขอวีซ่าระยะยาว(เกิน90วัน)เพื่อไปเรียนต่อประเทศเนเธอแลนด์เค้ามีกฎว่า นักเรียนจะต้องทำการขออนุมัติจากทาง IND ซึ่งเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับคนต่างด้าวของที่นั่นก่อน ถ้าทาง IND approve แล้ว เราถึงจะไปยื่นเรื่องขอรับวีซ่าที่สถานฑูตเนเธอแลนด์ที่เมืองไทยได้ (ความจริงแล้วเราอาจจะยื่นเรื่องกับINDเองก็ได้ แต่ได้ข่าวว่าใช้เวลานานกว่า และแพงกว่าด้วย เลยไม่เคยลองทำเอง) สรุปคือ ต้องรอ IND approve ก่อน ถึงค่อยเริ่มทำเรื่องขอวีซ่าได้

การยื่นเรื่องกับ IND ปกติ ทางโรงเรียนก็จะบอกเราว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง แล้วแต่โรงเรียน แต่หลักๆก็จะมี

1. เอกสา่รรับรองการเงิน หรือ Bank Statement ของคนที่จะออกค่าใช้จ่ายให้เรา (ของเรา เค้าระบุเลยว่าต้องใช้เป็นแบบ Daily Statement) ที่มีจำนวนเงินไม่น้อยกว่าที่กำหนด(ทางU ก็จะบอกมาอีกเหมือนกันว่าต้องมีเงินเท่าไหร่) โดย Bank statement จะใช้สำหรับยืนยัน ว่าเรามีเงินพอสำหรับการกินอยู่ตลอดระยะเวลาที่ไปเรียน (คือพูดง่ายๆว่า เพื่อให้เค้ามั่นใจว่าเราจะไม่ไปถึง แล้วจะไปเป็นแรงงานต่างด้าวที่นั่น)
2. สำเนา passport ของเรา (อันนี้อาจจะใช้scan แล้วส่งเมลไปก็ได้ ประหยัดดี)
3. ใบเกิดที่แปลแล้วประทับตรากงสุลแล้ว
*จะบอกว่าสรุปแล้วใบเกิดนี่เราไม่ได้ใช้อะ เรียนจบแล้วยังไม่เคยได้ใช้เลย นอนสงบอยู่ในแฟ้ม แต่ทางโรงเรียนเค้าบอกให้เอาไปด้วย เราก็ทำไป จนบัดนี้ยัง งง อยู่ว่ามันจะเอาไว้ใช้ตอนไหน -*- แต่เอาเถอะ เผื่อไปดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี (แนะนำให้ถาม รร ให้ชัวร์ๆว่าต้องใช้มั้ย)

กรณีที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของบัญชี คือให้คนอื่นออกเงินให้ จะต้องใช้
3. สำเนา passport ของเจ้าของบัญชี
4. จดหมายรับรองว่าเจ้าของบัญชีดังกล่าวจะเป็นคนจ่ายเงินให้เรา

หรือ
มีอีกวิธีนึงคือ *โอนเงินไปให้ทางยูเลยตามจำนวนที่กำหนด แล้ว scan passportของเราไปให้ แค่นี้ เดี๋ยวทางยูจะจัดการให้ เสร็จเรื่องแล้ว พอเราไปถึงที่นั่นแล้วเปิดบัญชีธนาคารที่นั่นเรียบร้อยแล้ว เค้าจะโอนเงินคืนมาให้
(วิธีนี้ ไม่รู้ยูอื่นทำได้รึเปล่า แต่ยูเรามีให้ทำ)

เตรียมของพวกนี้เสร็จก็ส่งไปให้ทาง U จัดการได้เลย
ปกติจะใช้เวลาในการขออนุมัติ ประมาณ 3 อาทิตย์(บางคนบางยู อาทิตย์เดียวได้ก็มีเหมือนกัน แต่เราต้องรอประมาณ3อาทิตย์)
พอได้รับอนุมัติแล้ว ทางUเค้าจะเมลมาบอก เราก็เตรียมตัวไปยื่นเรื่องขอรับวีซ่าที่สถานฑูตได้เลย
หลังจากไปยื่นเรื่องแล้ว ก็รอรับวีซ่า ใช้เวลาประมาน3วันทำการ ก็จะได้ passport ที่มีวีซ่า MVV มาครอบครอง พร้อมบินได้เลย!!
ฟังดูไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ คราวหน้าจะมาเขียนรายระเอียดสุดสลด ที่เราเจอมากับตัวเพราะความไม่รู้(หรือโง่) ใครจะไปทำจะได้ไม่พลาดเหมือนเราอีก

*ขั้นตอน+รายละเอียดพวกนี้คือสิ่งที่เราทำในปี 2009 นะ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับปัจจุบัน ขอให้ทุกท่านยึดข้อมูลของทาง IND, U, กับ สถานฑูตเป็นหลักนะจ๊ะ เผื่อข้อมูลล้าหลัง

จะทำอะไรก่อนดี? (ใครกำลังอยู่ในขั้นตอนไหนไหนคลิกเลยจ้า ไม่ได้เรียง)
- แปลใบเกิด
- Bank Statement
- ขอรับวีซ่า (หลังได้ผลจาก IND)
- หาที่พัก (ก่อนมาเรียน)
- จองตั๋วเครื่องบิน
- จัดกระเป๋า
แล้วถ้าใครมาถึงแล้ว แนะนำให้ไปอ่านเรื่องรายงานตัว เปิดบัญชีที่นุ่น กับ Resident Permit ได้เลย

เปิด blog

เกริ่นก่อนละกัน

เนื่องจาก เรากำลังจะไปเรียนต่อโทที่ Rotterdam School of Management (RSM), Erasmus University ที่ประเทศ เนเธอแลนด์
ระหว่างการสมัครเรียนและการดำเนินการต่างๆ เกิดปัญหามากมาย ไม่รู้จะไปถามใคร หลายอย่างหาในGoogleไม่เจอ (ไม่รู้ว่าเป็นที่ Google หรือเป็นที่สติปัญญาอันน้อยนิดของเรากันแน่)
หลังจากที่แก้ปัญหาต่างๆมาได้ซักพัก ก็เริ่มรู้สีกว่า ถ้ามันมีใครซักคน มาให้ข้อมูลพวกนี้ก็คงจะดี (ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ อะไรๆก็คงจะง่ายขึ้นมากมาย)
เลยคิดขึ้นมาว่า อยากจะทำ blog ที่เกี่ยวกับการเตรียมตัว และการดำเนินการสำหรับไปเรียนต่อจากประสบการณ์ของตัวเอง น้องๆหรือพี่ๆเพื่อนๆที่กำลังจะไปจะได้ ไม่ทำพลาดเหมือนเรา
ข้อมูลในBlogนี้ มากจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ บางอย่างอาจจะไม่เหมือนกรณีของบางคน แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังจะไปเรียนต่อ Netherlands โดยเฉพาะ ที่RSMบ้าง

หรืออย่างน้อย ถ้าไม่มีใครมาอ่านเลย (T_T) เราก็จะได้เก็บเรื่องที่ผ่านๆมาไว้อ่านเองทีหลังก็ยังดี